แนะนำวิธีการ วิเคราะห์ SEO เว็บไซต์คู่แข่ง ต้องทำยังไง ใช้เครื่องมืออะไรบ้าง?

วิเคราะห์ SEO เว็บไซต์คู่แข่ง

หากอยากทำเว็บให้มีโอกาสติดหน้าแรกมากขึ้น ควรทำการ วิเคราะห์ seo เว็บคู่แข่งว่าภาพรวมของแต่ละเว็บมีปัจจัยอะไรที่ทำให้ขึ้นมาหน้าแรกได้และวิธีการทำseo ให้ได้ผลที่คุณทำอยู่นั้นจะสามารถสู้ได้ง่ายหรือยาก เพราะหากรู้วิธีการทำเว็บของคู่แข่งนับว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว เราสามารถนำวิธีของอีกฝ่ายมาปรับใช้กับเว็บของเราได้เช่นกัน เป็นโอกาสที่ได้เปรียบกว่าการไม่รู้ข้อมูลของอีกฝ่ายเลย

ดังนั้นเราจะมาแนะนำวิธีการวิเคราะห์ seo เว็บไซต์ของคู่แข่งอย่างไรให้ได้ผล พร้อมการใช้เครื่องมือต่างๆ ในการวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อเครื่องมือแพงๆเลย

รวมวิธี วิเคราะห์ SEO ของเว็บคู่แข่ง ทำได้ง่ายๆ

ส่วนใหญ่แล้ว หากเป็นนักทำ seo มักจะหาวิธีต่างๆ เพื่อทำให้เว็บของตัวเองขึ้นมาในหน้าแรก ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนก็ตาม และหนึ่งในนั้นก็คือการเข้าไปส่องเว็บคู่แข่งเพื่อค้นหาวิธีการทำ seo ของอีกฝ่ายมาเปรียบเทียบกับเว็บไซต์ของตัวเอง พร้อมนำมาปรับให้เว็บของตัวเองมีโอกาสชนะมากกว่า ซึ่งเราได้รวบรวมเครื่องต่างๆที่หาใช้ได้ฟรีมาไว้ให้แล้ว

เครื่องมือใช้วิเคราะห์seo

  1. เตรียมเครื่องมือเอาไว้ใช้งาน

เครื่องมือที่จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์ seo ของเว็บคู่แข่ง จะมีหลักๆที่นักทำเอสอีโอมักใช้กันอยู่แล้วคือ ส่วนเพิ่มที่อยู่ใน Chrome โดยจะนิยมใช้ 3 ตัวดังนี้

  • Alexa Traffic Rank : จะใช้เช็คค่า Ranking ของเว็บ และใช้ดูภาพรวมของ Bounce Rate, Daily Pageviews per Visitor และ Daily Time on Site รวมถึง keyword ที่มีคนค้นหาเยอะๆได้อีกด้วย
  • Mozbar : ใช้เช็คจำพวกโครงสร้างเนื้อหา อาทิ Page Title, Meta Description, H1, H2, Alt text, ค่า PA DA รวมถึงจำนวน internal link และ external ทั้งหมดในแต่ละหน้า
  • Lighthouse : นำมาใช้วิเคราะห์ page score หรือการให้คะแนนของหน้าเว็บ เพื่อนำมาใช้ปรับความเร็วของเว็บ

วิธีการติดตั้ง Extension หรือ ส่วนเสริมของ Chrome ไม่ยากเลย โดยจะต้องเข้าไปที่ chrome.google.com/webstore/category/extensions แล้วพิมพ์ชื่อส่วนขยายลงไปในช่องแว่นขยายหรือช่องค้นหา จากนั้นคลิ๊กที่ปุ่มเพิ่มใน Chrome ระบบก็จะทำการติดตั้งส่วนขยายนั้นลงในโครมทันที

  1. เช็คค่าน้ำหนักของตัวเว็บไซต์

การเช็คค่าน้ำหนักของเว็บมักจะใช้อันดับ Ranking ของแต่ละเว็บเป็นตัววัด เพราะการใช้ keyword มันจะมีความยากง่ายแตกต่างกันอย่างมาก บางคำสู้ได้ บางคำสู้ได้ยาก จึงไม่ควรนำมาใช้เช็คค่าน้ำหนักกัน โดยนักทำ seo ส่วนใหญ่จะใช้ Alexa Traffic Rank เป็นเครื่องมือในการตรวจเช็คเว็บคู่แข่ง เพื่อทำการวิเคราะห์ ซึ่งการจัดอันดับของ Alexa Traffic Rank ไม่ได้วัดจากจำนวน Traffic คนเข้าเว็บเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะจัดลำดับของเว็บโดย 3 ส่วนหลักๆคือ Bounce Rate , Daily Pageviews per Visitor และ Daily Time on site

เช็คค่าน้ำหนักของตัวเว็บ

  • Bounce Rate : ค่าการแสดงอัตราการเข้าของเว็บไซต์ ในหน้าเดียวและปิดไป หากมีค่าน้อยก็จะยิ่งเป็นผลดี
  • Daily Pageviews per Visitor : แสดงจำนวนคนเข้ามายังหน้าเว็บและทำการเปิดดูต่อไปเรื่อยๆ หากยิ่งเยอะก็จะยิ่งดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเว็บของเรามีความน่าสนใจ
  • Daily Time on site : ค่าเฉลี่ยของคนที่เข้ามาอยู่บนเว็บ ยิ่งนานก็ยิ่งมีผลดีกับเว็บ เพราะแสดงให้เห็นว่าหน้าเว็บได้รับความสนใจจากผู้ใช้งานจริง

ทั้งหมดนี้จะบ่งบอกได้ว่าเว็บไซต์นั้นๆมีความสมดุลจากเกณฑ์การวัดที่ดี ส่งผลให้ google มองเห็นว่าเป็นเว็บที่มีคุณภาพ เทียบไม่ได้กับเว็บที่มีค่า ranking สูงและมีจำนวน Traffic มากจะถูกให้จัดอันดับเว็บสูงตามไปด้วย โดยเราจะสามารถทำการวิเคราะห์เว็บของเราเปรียบเทียบกับเว็บคู่แข่งได้อย่างไร เพียงแค่ดูได้จาก Traffic Rank in TH , Sites linking in และ Average Load Time นั้นเอง

Traffic-Rank

  • การดูตัวเลขของ Traffic Rank in TH จะต้องมีค่าต่ำกว่า 5,000 ถึงจะเป็นเว็บที่ดี และถ้าหากยิ่งต่ำกว่า 1,000 ถือว่าเป็นเว็บใหญ่ ยากที่จะสู้ได้
  • ส่วนค่าของ Sites linking in จะแสดงจำนวนลิ้งค์ที่มี backlink ธรรมชาติส่งกลับ ยิ่งมีมากก็ยิ่งมีคงามแข็งแกร่งสูง หากขึ้นเป็น No Data จะต้องทำการปรับโครงสร้างหน้าเว็บให้มีคุณภาพหรือทำการเพิ่มจำนวนหน้าเว็บให้มากขึ้นนั้นเอง
  • สำหรับ Average Load Time จะแสดงเวลาการเปิดหน้าเว็บ ยิ่งน้อยจะทำเปิดหน้าเว็บได้เร็วส่งผลให้หน้าเว้บมีคุณภาพที่ดีตามไปด้วย
  1. เช็คอายุโดเมนของเว็บ

อีกหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้ google จัดอันดับให้เว็บไซต์ของเรา นั้นก็คืออายุของโดเมน หากเว็บใดที่มีอายุมากกว่าจะมีการได้เปรียบกว่า เพราะฉะนั้นเราจะรู้ได้อย่างไรว่าอายุโดเมนของเว็บคู่แข่งนั้นมีมากกว่าหรือน้อนกว่ากันแน่ ซึ่งสามารถนำลิ้งค์ของเว็บคู่แข่งไปเช็คได้ที่เว็บ https://website.informer.com/ แต่เอาแค่ชื่อโดเมนมาวาง เว็บดังกล่าวก็จะทำการตรวจเช็คโดเมนที่เราต้องการให้เลย

เช็คอายุโดเมนของเว็บ

แต่ใช่ว่าเว็บที่มีอายุโดเมนมากจะดีกว่าเว็บที่มีอายุโดเมนน้อยเสมอไป จากข้อมูลของ Google’s Matt Cutts มีการชี้แจ้งมาว่า ถึงแม้ทาง google จะใช้อายุโดเมนมาเป็นเกณฑ์จัดอันดับ แต่ก็ยังไม่ปัจจัยอื่นๆที่จะบ่งบอกว่าเป็นเว็บที่มีคุณภาพนำมาใช้ควบคู่กับการจัดอันดับด้วย เพราะอายุโดเมนไม่สามารถใช้เว็บไซต์ที่มีคุณภาพได้สมอไป

ก็เหมือนกับศักยภาพของคนเรา ไม่ว่าจะอายุมากหรือน้อยก็จะมีไม่เท่ากันนั้นเอง ซึ่งจะขึ้นอยู่กับการพัฒนาตัวเองของแต่ละคน ที่จะสร้างตัวเองให้มีคุณภาพ โดยเราจะรูได้อย่างไรว่า เว็บไหนที่มีอายุโดเมนมากและมีคุณภาพตามเกณฑ์ของ google ด้วย สามารถทำการเช็คเบื้องต้นด้วยการดู Sitelink คือการนำเอาชื่อเว็บที่ต้องการเช็คไปวางที่ช่องการค้นหาบน google ด้วยการลบนามสกุลออก หลังจากนั้น google จะแสดงลักษณ์ Sitelink ของเว็บนั้นขึ้นมา ซึ่งเป็นความเข้าใจโครงสร้างเนื้อหาบนเว็บตามที่ google ตรวจจับได้

Sitelink

หากเมื่อทำการค้นหาตามที่แนะนำไปแล้วไม่เป็นไปตามภาพตัวอย่าง ก็แสดงว่าข้อมูลของเว็บเป็นแค่แถวธรรมดาเท่านั้น ยังไม่ค่อยมีคุณภาพตามเกณฑ์ที่ google ต้องการ ถ้าเรานำเว็บคู่แข่งไปเช็คแล้วไม่มี Sitelink ก็ถือว่ายังมีโอกาสทำ seo เอาชนะได้ไม่ยาก ถึงแม้ว่าจะมีอายุโดเมนมากแล้วก็ตาม เพิ่มโอกาสการทำเว็บติดหน้าได้ง่ายมากขึ้น

เช็คการใช้งานบนมือถือ

  1. เช็คการใช้งานบนมือถือ

การใช้งานบนมือถือ ได้อย่างง่ายดาย หรือที่เรียกกันว่า Mobile friendly นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะว่าการที่ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้ง่ายที่สุด และไม่จำเป็นต้อง ซูมเข้าออก ทุกครั้งเพื่ออ่าน เนื่องจากการที่ต้อง เลื่อนไปเลื่อนมาตลอดเวลา ถือเป็นประสบการณ์ที่ไม่ดีเอาเสียเลย ดังนั้นแล้วการที่ใช้งานผ่านมือถือได้ดี จึงเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก และแน่นอนว่า เราก็ได้นำเอา วิธีการเช็คว่าเว็บเราเป็น Mobile friendly หรือเปล่าดังนี้

Mobile friendly

– ให้เข้าไปที่เว็บไซต์ https://search.google.com/test/mobile-friendly

– เอา URL เว็บที่เราต้องการจะทราบใส่ลงไป พร้อมกดปุ่มเพิ่มเริ่มการวิเคราะห์

ทดลองความเหมาะสมบนมือถือ

– ทั้งนี้ถ้าหากขึ้นว่า หน้านี้ไม่เหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่ ก็แสดงว่าเรายังต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น

วิเคราะห์ความเหมาะสมบนมือถือ

**สามารถใช้วิเคราะห์เว็บของคู่แข่งได้อีกด้วย แต่เมื่อเช็คของคู่แข่งเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมไปเช็คเว็บของตัวเองด้วย เพื่อที่จะทำให้ดีกว่าของคู่แข่ง

  1. ตรวจสอบ Traffic ที่เข้าเว็บไซต์

Ubersuggest

Traffic เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญ ที่จะทำให้เว็บเราติดอันดับง่ายขึ้น และถ้าอยากจะรู้ว่าเว็บคู่แข่ง มีทราฟฟิคเท่าไหร่ มากขนาดไหน ก็ให้ใช้เครื่องมือ Ubersuggest โดยเครื่องมือนี้ จะทำการวิเคราะห์ Keyword ต่างๆมาให้กับเรา เพื่อที่จะเป็นแนวทางในการทำคอนเทนต์ รวมไปถึงการนำข้อมูลที่ได้มา ไปวางแผนงานได้อีกด้วย แน่นอนว่าวิธีการตรวจสอบก็ทำได้ง่ายๆดังนี้

– เข้าไปที่เว็บ https://neilpatel.com/ubersuggest/

– หลังจากนั้นให้นำเว็บ ที่เราต้องการอยากจะเช็ค ใส่ลงไป โดยก่อนที่จะกดค้นหา ให้ทำการเลือกให้เป็น ประเทศไทย ก่อนด้วย

เครื่องมือ Ubersuggest

– แน่นอนว่าเมื่อค้นหาเสร็จแล้ว ก็จะเจอผลลัพธ์หลากหลายช่อง โดยให้ดูที่หัวข้อ Domain Overview ซึ่งให้ดูหลักๆที่ 2 หัวข้อคือ Organic Keywords : Keyword ทั้งหมดที่อยู่บนเว็บไซต์ และมีคนค้นหาและเจอเว็บนี้ , Organic Monthly Traffic : จำนวนคนที่เข้าเว็บไซต์ตลอดระยะเวลา 1 เดือน โดยจะเป็นจำนวนจากการค้นหาปกติ ไม่รับรวมการโฆษณาจากที่อื่นๆ

**ทั้งนี้จากการที่ดูทราฟฟิก จากเว็บนี้นั้นแสดงผลน้อยกว่า ที่แสดงใน Google search console ประมาณ 3.8 เท่าเลยทีเดียว ดังนั้นแล้วถ้าเจอในเว็บนี้เท่าไหร่ ก็ให้เอาไปคูณกับ 3.8 ก็จะได้ผลรับที่ใกล้เคียงมากที่สุด

  1. เช็คความเร็วของหน้าเว็บ

นอกจากการทำเว็บให้ดีแล้ว สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ สำหรับการทำ SEO นั่นก็คือ ความเร็วของเว็บ ว่ามีการรันข้อมูลได้เร็วมากขนาดไหน และถ้าคู่แข่งทำได้เร็วกว่า เราก็ต้องปรับเพื่อที่จะให้เร็วกว่าคู่แข่งไปอีก ซึ่งปัจจุบันก็มีเครื่องมือให้ใช้งานจำนวนมาก แต่วันนี้ก็จะมาแนะนำให้เลือกใช้ ส่วนขยาย ที่มีอยู่ใน Chrome อย่าง Lighthouse เนื่องจากมีการตรวจวัดความเร็ว ที่แม่นยำ แถมยังบอกผลการดูบอล มือถือ เป็นหลักอีกด้วย เพราะว่าทุกวันนี้ การทำให้ใช้งานในมือถือได้ดี และเร็ว เป็นสิ่งที่ทาง Google ชอบมากที่สุดนั่นเอง ทั้งนี้วิธีการใช้งานก็ง่าย เพียงแค่

– ติดตั้ง Lighthouse เอาไว้ใน Chrome ก่อน

Lighthouse

– หลังจากนั้นให้เปิดเว็บไซต์ที่เราต้องการจะ เช็คความเว็บหน้าเว็บขึ้นมา และกดไปที่ Lighthouse

เครื่องมือเช็คความเร็วเว็บ

– รอสักพักเราจะได้รับ ผลลัพธ์ ที่เป็นคะแนนตามภาพที่เราลงเอาไว้

**แน่นอนว่า ถ้าหากเว็บคู่แข่งเช็คความเร็วได้ 92 เราก็ต้องทำเว็บเราให้ได้มากกว่า เพราะว่าการเปิดเว็บเรา ก็ทำให้คนส่วนใหญ่ ให้ความสนใจมากขึ้น เนื่องจากการเปิดเจอเว็บ ที่มีการโหลดช้า จะยิ่งทำให้เราปิดเว็บง่ายขึ้น ดังนั้นแล้วความเร็วเว็บ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

  1. ตรวจดูวิธีการเขียนหัวข้อ

การเขียนหัวข้อ เป็นส่วนสำคัญ จองการทำ seo เพราะว่าทางเว็บ google จะทำการ index ข้อมูลเว็บของเราโดยดูจากการเขียนหัวข้อ และนอกจากนั้นแล้ว จะยังถูกนำไปแสดงในส่วนของ ผลการค้นหา SERP และคนจะเข้ามากน้อย ก็ขึ้นอยู่กับการเขียน Title อีกด้วย และการเขียนหัวข้อที่ดีก็จำเป็นที่จะต้องมี คีย์เวิร์ด ที่ชัดเจน และมีการวางที่เป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนกับ Spam เขียนให้มีความน่าสนใจ และน่าคลิ๊กเข้ามาอ่าน โดยเราสามารถที่จะเช็คว่า เว็บของคู่แข่งมีการเขียนหัวข้อ ที่ดีหรือเปล่า ได้ผ่านส่วนขยายที่ชื่อ Mozbar

Mozbar

– เปิดเว็บคู่แข่งขึ้นมา และทำการคลิ๊กไปที่ส่วนขยาย Mozbar ที่ลงเอาไว้

– จะมีหน้าต่างแสดงการเขียน Page Title กับ Meta Description ของเว็บที่เราเปิดเอาไว้ ว่าเขียนเอาไว้ดีหรือเปล่า

ซึ่งแนวทางการเขียนหัวข้อ ให้ดีก็มีดังนี้

– หัวข้อมี คีย์เวิร์ด ตั้งอยู่ที่ต้นประโยค

– ความยาวของ Title กับ Description ที่เหมาะสม

– ไม่เขียนซ้ำกันไปมา

– มีคีย์เวิร์ด อยู่ใน H1 จำนวน 1 ครั้งเท่านั้น

  1. เช็คโครงสร้างเนื้อหาทั้งหมดในเว็บไซต์

แน่นอนว่าทาง กูเกิ้ล เองชื่นชอบเว็บไซต์ที่มี โครงสร้างเนื้อหาที่ครบถ้วน และมีการจัดวางที่ดี ดังนั้นแล้วการเขียนข้อมูลที่ยาว และมีรายละเอียดครบ ก็ทำให้ อ่านง่าย และมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก ดังนั้นแล้วเราต้องวาง โครงสร้างให้ดี เพื่อทำให้ทาง Google นั้นเข้าใจความหมาย ที่เราจะสื่อ ทั้งนี้ถ้าหากมีการปรับโครงสร้างเนื้อหา ให้ถูกหลักการ ในการทำ Search Engine เพื่อที่จะทำให้เว็บ มีโอกาสติดในหน้าแรก ของการค้นาได้ง่ายขึ้น และถือว่าติดง่ายกว่าการเขียน seo แบบไม่มีหลักการอะไรเลย

โครงสร้างเนื้อหาเว็บ

– ซึ่งเว็บที่ดีนั้นจะต้องมีโครงสร้างเนื้อหาตามที่แสดงไว้ในรูปด้านบน

– ถ้าหากโครงสร้างดี ครบถ้วนแล้ว ก็ให้ไปดูในเรื่องของ รูปภาพ และ ตัวหนังสือว่า เล็ก หรือ ใหญ่ ไปหรือเปล่า

– สามารถนำไปเปรียบกับเว็บคู่แข่งได้ ซึ่งเว็บคู่แข่งดีขนาดไหน เราต้องทำให้ดีกว่าของเขา

  1. เช็ค backlink ที่ถูกทำเข้ามาในเว็บไซต์

แบล็คลิงค์ คือการทำลิงค์จากเว็บอื่นๆ และชี้เข้ามาสู่เว็บของเรา โดยเป็นการบอกให้ทาง Google นั้นรู้ว่า เนื้อหาในเว็บของเรา ได้รับการยอมรับ จากเว็บนั้น ถือว่าเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือของเว็บตัวเองให้มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้เว็บของเรา ได้รับคะแนนการทำ seo มากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

แน่นอนว่ามีหลายคนคิดว่า การทำแบล็คลิงค์ ยังมีความจำเป็นอยู่หรือเปล่า เพราะว่าทางกูเกิ้ล ได้ทำการลดความสำคัญ ในส่วนนี้ไปพอสมควร เนื่องจากทาง google มองว่าการที่เว็บไซต์มี Backlink จำนวนมากไม่ได้การันตีว่า เว็บนั้นจะมีเนื้อหาที่มีคุณภาพที่ดีเสมอไป แต่ถึงอย่างไร แบล็คลิงค์ที่ดี ก็ยังเป็นตัวช่วยในการทำ seo อยู่เหมือนเดิม ดังนั้นแล้วเราต้องเลือกดูลิงค์ที่เป็นธรรมชาติ และมีคุณภาพมากที่สุด เนื่องจากทางกูเกิ้ล จะจัดอันดับจากเว็บที่มีคุณภาพเนื้อหาที่ดีที่สุดเสมอ

  1. เช็คปลั๊กอิน และ ธีม ที่ใช้งานภายในเว็บไซต์

สำหรับเว็บที่ใช้ทำ SEO และได้ผลดีนั้น ตัวเว็บจำเป็นจะต้องมีคุณภาพที่ดีเสียก่อน หากคุณได้เลือกใช้ WordPress มาเป็นเครื่องมือในการสร้างแล้วละก็ คุณภาพของเว็บจะดีหรือไม่ดี ตอบสนองช้าหรือเร็ว การเลือกโฮส ธีมและปลั๊กอินที่นำมาใช้ จัดได้ว่าเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งในการสร้างเว็บของคุณให้มีคุณภาพเช่นกัน และหากต้องการที่จะทราบว่าเว็บคู่แข่งนั้นใช้ธีมหรือปลั๊กอินอะไรบ้าง สามารถทำได้ง่ายๆ ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

วิธีตรวจสอบคุณภาพเว็บ

– คลิ๊กขวาบน Chrome ที่หน้าเว็บไซต์

– กดไปที่ตรวจสอบ

วิธีดูปลั๊กอิน

– คลิกที่เมนู Sources

– เลือกที่ wp-content

– คลิ๊กที่ Plugins เพื่อดูปลั๊กอินที่เว็บเลือกใช้

– กดที่ themes เพื่อดูธีมที่เว็บเลือกใช้

เราจะได้เห็นรายชื่อของปลั๊กอินและธีมทั้งหมดที่เว็บไซต์นั้นใช้ หากเว็บต้นทางหรือคู่แข่งที่เลือกทำออกมาดี เราอาจจะนำรายชื่อของปลั๊กอินหรือธีมนั้นๆ มาปรับใช้กับเว็บของเราในอนาคตได้เช่นกัน

สิ่งที่ควรทำหลังจาก การวิเคราะห์SEO เรียบร้อยแล้ว

แม้ว่าจุดหมุ่งหมายของการทำ SEO จะเป็นการมอบ Content ที่ตรงตามความต้องการของผู้ค้นหาและคอยเก็บผลประโยชน์ของผู้ที่เข้ามาชมเว็บไซต์ ซึ่งหมายถึงต้องยอมรับว่าการไปถึงเป้าหมายนั้นบางครั้งก็มีเว็บที่เป็นคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันรวมอยู่ ด้วยเทคนิคและวิธีการทำSEO ที่หลากหลายขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะถนัดกันแบบไหน ศึกษาและหาข้อมูลมาจากที่ใด แต่ถ้าพูดถึงการวิเคราะห์คู่แข่งในการทำSEO แล้ว การรับมือกับคู่แข่งสามารถแยกย่อยออกมาได้ 3 แนวทาง ดังนี้

สำรวจคู่แข่งว่าทำอะไร แล้วทำให้ดีกว่า

ตัวเลือกแรกเป็นที่นิยมและง่ายมากที่สุดคือการดูว่าคู่แข่งของเรานั้นทำอะไรไปบ้าง ให้เอามาปรับใช้และทำให้ดีกว่า เพราะสิ่งที่คู่แข่งได้ทำนั้นมักจะเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีสำหรับการทำSEO ของเรา อย่างช่วยในเรื่องการตัดสินใจว่าจะเขียน Content อะไรดีหรือจะเป็นการสร้าง Backlink จากที่ไหนดี อาจฟังดูแล้วเป็นเรื่องเทาๆ แต่ก็เป็นรูปแบบปกติที่นิยมใช้กันโดยเฉพาะในต่างประเทศที่เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์คู่แข่งก่อนทั้งนั้น

สำรวจว่าคู่แข่งยังไม่ได้ทำอะไร ให้ลงมือทำสิ่งนั้น

เป็นวิธีที่คล้ายกับข้อแรกด้วยการวิเคราะห์คู่แข่งก่อนว่าทำอะไรลงไปบ้าง แต่บางครั้งหลังการวิเคราะห์เสร็จแล้วจะพบว่าคู่แข่งเป็นเว็บไซต์ที่แข็งแกร่งทั้ง Backlink, Content ที่เยอะ Da PA สูง รวมไปถึง Traffic มากมาย โดยเฉพาะ Keyword ที่ติดอันดับเยอะเอามากๆ เป็นเรื่องยากที่จะไปแข่งขันด้วยจึงต้องเลือกทำสิ่งที่แตกต่างออกไป แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรซับซ้อนหรือพิศดารกว่าคู่แข่งอย่างการทำKeyword ที่แตกต่างหรือสร้าง Content ที่คู่แข่งคาดไม่ถึงหรือยังไม่ได้ทำนั่นเอง

ทำตามหลักการของตัวเองโดยไม่ต้องสนใจคู่แข่ง

บางครั้งในการทำSEO ก็ยังไม่หลายคนที่ทำโดยไม่สนใจโลกภายนอกหรือไม่แคร์ว่าคู่แข่งจะทำอะไร เปรียบเหมือนกับอารมณ์ของศิลปินที่สนใจแต่ผลงานของตัวเองมากกว่าที่จะไปสนใจผลงานของคนอื่น ทำให้เกิดแนวทางที่ 3 ขึ้นของการทำSEO ขึ้นมาคือการมุ่งเป้าไปกับการพัฒนาเว็บไซต์ของเราให้ดียิ่งขึ้นและทำตามหลักการอย่างถูกต้องโดยไม่สนใจเว็บของคนอื่นมากนัก เช่น วิเคราะห์จาก Google Analytics ว่าเว็บไหนมีคนเข้าใช้งานอยู่นานและสร้างContent เกี่ยวกันเรื่องนั้นหรือใช้ Search Console ค้นหาคีย์เวิร์ดที่จะทำให้เกิดการติดตามมากยิ่งขึ้นแล้วนำมาสร้างContent ใหม่ๆ ในอนาคต

หากคุณต้องการให้เว็บไซต์หรือ Keyword ไหนติดอยู่ในหน้าแรก ให้ลองทำการ วิเคราะห์ SEO ดูว่าเว็บที่ติดในหน้าแรกของคีย์เวิร์ดที่ต้องการนั้นสู้ยากหรือง่าย ประกอบกับการดูภาพรวมของการทำSEO ในแต่ละเว็บที่ติดหน้าแรกว่าส่วนไหนที่ทำออกมาได้ดีและส่วนไหนที่ยังทำออกมาได้ไม่ดี จากนั้นให้มาปรับปรุงแก้ไขเว็บของตัวเองให้ดีกว่าเว็บของคู่แข่งให้ได้มากที่สุด