7 เทคนิค SEO 2021 ที่ต้องรู้ สำหรับการทำอันดับในปีนี้ ไม่รู้ถือว่าผิด

7เทคนิค SEO 2021

ในยุคนี้ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก SEO (Search Engine Optimization) อีกต่อไป แต่แล้วจะทำอย่างไรให้การทำการทำอันดับเห็นผลดีที่สุด นั่นก็คือเราต้องศึกษา Algorithm และ Trends ของปีนั้นๆ เนื่องจาก Google มีการพัฒนาและอัพเดตแทบจะตลอดเวลา ฉะนั้นเราก็ควรจะต้องอัพเดตเทรนด์ต่างๆตามไปด้วย เพื่อให้อันดับเว็บไซต์ของเราตกไป ต่อไปนี้คือเทคนิคที่สำคัญและจำเป็นสำหรับการทำ SEO ในปีนี้ มีอะไรบ้างมาดูกันเลย

1. Content is King – LSI (Latent Semantic Indexing)

คำนี้เป็นคำที่ google ได้บอกกับนักทำ SEO ตั้งแต่ในยุคแรกๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการทำบทความ เมื่อก่อนนั้น Google ได้ให้ความสำคัญกับการอัพเดตบทความบ่อยๆ จนหลายคนค้นหาวิธีการโกงต่างๆนานา เช่นการทำ Spin บทความบ้าง หรือ Copy บทความคนอื่นบ้างเพื่อให้ได้จำนวนการอัพเดตที่มาพอที่ Google ต้องการ แต่ต้องบอกเลยว่า สำหรับยุคนี้ การทำบทความคุณภาพและสดใหม่ คือสิ่งที่สำคัญที่สุด

มีการ Research ออกมาแล้วว่าบทความที่มีจำนวนคำมากกว่า 3,000 คำขึ้นไป มีผลทำให้สามารถสร้างทราฟฟิก หรือ จำนวนคนที่เข้าเว็บไซต์ ได้มากกว่าบทความที่สั้นๆมาถึง 3 เท่าเลยทีเดียว

วิธีการทำบทความคุณภาพ ควรต้องมีอะไรบ้าง

เทคนิค SEO 2021 ปีนี้ให้ความสำคัญกับบทความที่มีความคุณภาพเป็นอย่างมาก คือตัวบทความต้องเขียนเจาะเชิงลึกเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ สมมตว่าเขียนรีวิวร้านอาหารก็ควรจะต้องมีข้อมูลทุกอย่างอย่างครบถ้วน ชื่อร้าน ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ช่องทางติดต่อ การเดินทาง และข้อมูลต่างๆที่ USER ต้องการรู้ แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าคนค้นหาต้องการรู้อะไร

  • ดูคู่แข่ง
    ลองใช้คำที่เราต้องการทำบทความไปค้นหาใน google search แล้วลองดูว่าใน 10 อันดับแรก google เลือกเว็บไซต์ที่มีบทความแนวไหนที่แสดงในผลการค้นหา แล้วเราก็ต้องเขียนให้ดีกว่าเว็บเหล่านั้น
  • หัวข้อย่อยคือสิ่งที่ต้องมี
    ในการทำหัวข้อย่อยนั้น ก็คือการใส่ Secondary Keyword โดยใช้ related keyword หรือ long tail keyword นั่นเอง แล้วเราจะหาจากที่ไหน โดยส่วนมากก็ดูได้จาก keywordtool.io หรือ Ahrefs.com ก็สามารถใช้ได้เหมือนกัน หรือสำหรับใครที่ต้องการคีย์ตั้งต้นเพื่อไปใช้สำหรับการวิเคราะห์อีกที ก็แนะนำวิธีด้านล่างต่อไปนี้ได้เลย

LSI – Latent Semantic Indexing คืออะไร

LSI คืออะไร
ที่มารูปภาพ blog.rankreveal.com

LSI ย่อมาจากคำว่า Latent Semantic Indexing นั่นก็คือสิ่งที่ Google ใช้สื่อสิ่งที่บทความที่เกี่ยวข้องกับ keyword นั้นๆต้องการจะสื่อจริงๆ ยกตัวอย่างเช่น เราต้องการค้นหาคำว่า ทำเว็บไซต์ ก็ลองพิมพ์คำนี้ลงใน google search เราก็จะเห็นว่ามีคำค้นหาไหนที่เกี่ยวข้องกับคีย์นี้บ้าง เราสามารถเก็บคีย์เหล่านี้มาทำเป็น secondary keyword ได้

ตัวอย่าง LSI
ตัวอย่าง LSI

 

หรือสามารถดู การค้นหาที่เกี่ยวข้อง หรือ Relate Keyword ได้ ในส่วนนี้ google จะแสดงว่ามีเรื่องอะไรที่คนค้นหาต้องการอยากรู้เกี่ยว keyword นั้นๆบ้าง ซึ่งในส่วนนี้จะแสดงอยู่ในส่วนท้ายของการค้นหาในหน้าแรก

related keywordหลังจากที่เราได้ keyword ทั้งหลายแล้ว เราควรต้องเอาไปวิเคราะห์ แล้วก็คำนวณต่อไปว่า keyword ไหนที่คุ้มค่าแก่การเสียเวลาในการทำบทความต่อไป มีจำนวน search volume มากพอที่จะเรียกทราฟฟิกเข้าเว็บไซต์เราหรือไม่ ไม่ใช่นั่งเทียนเขียนสิ่งที่เราอยากรู้ แต่เราควรต้องเขียนสิ่งที่คนค้นหาต้องการอยากรู้ ยิ่งถ้าเราเขียนสิ่งที่คนค้นหาต้องการอยากรู้มากเท่าไหร่ ก็จะส่งผลดีกับการทำ SEO ของเรามากขึ้น เมื่อมีคนเข้าเว็บไซต์มาก ก็มีแนวโน้มที่ google จะจัดอันดับเว็บไซต์ให้เว็บของเรามากขึ้นไปด้วย


2. มาทำความรู้จักกับ Search Intent

ในปีนี้ Search Intent ก็มีความสำคัญไม่แพ้หัวข้ออื่นๆ ความหมายของ search intent ถ้าจะให้บอกแบบเข้าใจง่ายที่สุดก็คือ จุดประสงค์ของการค้นหา นั่นเอง Keyword ก็ยังคงมีความสำคัญอยู่แต่ไม่ว่าจะเรื่องของ Core web vitals ก็สำคัญไม่แพ้กัน มาทำความรู้จัก Search Intent กัน ให้เครดิตคลิปจาก contentshifu.com

 อ่าน วิธีการวางแผน keyword เพื่อผลทาง SEO ได้ที่นี่


3. การทำ Mobile-friendly และ Responsive

ในข้อนี้ก็สำคัญไม่แพ้กับการทำบทความคุณภาพ เพราะโทรศัพท์มือถือ ถือเป็นสิ่งที่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทุกคนต้องมีไปแล้ว ในยุคนี้ทุกคนต่างค้นหาสิ่งต่างๆจากโทรศัพท์ ถ้าดูจากสถิติการเข้าเว็บไซต์ซึ่งสามารถเช็คได้จาก google analytics แล้วจะเห็นได้ว่ามากกว่า 80% ที่มีการค้นหาและเข้าเว็บไซต์ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่าทำไมเราถึงจะต้องทำ Mobile-Friendly และจากสิ่งที่ google ได้แจ้งการอัพเดตมาแล้วก็คือ Mobile First Indexing ที่เริ่มใช้ในเดือนมีนาคม 2021

เช็คเว็บไซต์ mobile friendly ได้อย่างไร

เราสามารถใช้เครื่องมือของ google เช็คได้เลยโดยสามารถเข้าไปเช็คได้จากที่นี่ https://search.google.com/test/mobile-friendly ได้เลย แต่ในส่วนนี้จะสามารถเช็คได้ทีละหน้าเท่านั้น จะไม่สามารถเช็คทั้งเว็บไซต์ได้ ยกตัวอย่างการเช็ค mobile friendly

mobile friendly
ใส่ url ที่ต้องการเทส mobile friendly

หากเว็บไซต์ของคุณขึ้นสีเขียวเหมือนรูปด้านล่างนี้ แปลว่าเว็บไซต์ของคุณรองรับ mobile friendly แล้ว แต่ถ้าเห็นมีคำเตือนสีเหลืองบ้างก็ไม่ต้องตกใจไป เพียงแค่กดเข้าไป google จะบอกรายละเอียดต่างๆที่เราควรต้องแก้ไขแล้วก็พยายามแก้ตามคำแนะนำนั้นๆได้เลย

test mobile friendly
mobile friendly ผ่าน

4. Core Web Vitals ปัจจัยการจัดอันดับเว็บไซต์ตัวใหม่ของ Google

มีข่าวออกมาตั้งแต่ช่วยปลายปี 2020 ที่ผ่านมาว่า google จะออกประกาศปัจจัยที่ช่วยในการจัดอันดับออกมาเพื่อใช้ในเดือน พฤษภาคม 2021 นี้ ซึ่งก็คือ Core Web Vitals นั่นเอง

core web vitals

Core Web Vitals  คืออะไร? และมีอะไรบ้าง?

Core Web Vitals คือปัจจัยที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้ใช้งานบนเว็บไซต์ หรือ User Experience และในปัจจัยนี้ google ได้เพิ่มปัจจัยสำคัญมาอีก 3 ข้อสำหรับ Core Web Vitals ตามรูปด้านล่างนี้

Largest Contentful Paint (LCP) คือ

ในข้อนี้หมายถึงการให้คะแนนการแสดงผลการโหลดคอนเทนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในหน้าเพจนั้น เช่น คลิปวิดีโอ รูปภาพต่างๆ หรือแม้แต่ตัว Pop-up ยิ่งใช้เวลาโหลดนานเท่าไหร่ คะแนนก็จะยิ่งลดลงเท่านั้น ง่ายๆคือ ยิ่งเร็วยิ่งดี ระยะเวลาที่ google มองว่าดีสำหรับการโหลดหน้าเว็บไซต์ก็คือ 2.5 วินาที

First Input Delay (FID) คือ

ในข้อนี้หมายถึงความเร็วในการตอบสนอง นั่นก็คือ เมื่อ user ทำการคลิ๊กหรือกดปุ่มอะไรสักอย่างบนหน้าเว็บ ไม่ว่าจะเป็นเมนูหรือบทความอื่นๆ หรือลิงค์ต่างๆในหน้าเว็บไซต์ ตัวเว็บมีการตอบสนองเร็วแค่ไหน พูดให้เข้าใจง่ายคือเว็บช้าหรือเร็ว ถ้าเว็บยิ่งเร็วมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งดีเท่าไหร่ ก็เทียบจากตัวเราเองถ้าเจอเว็บที่ช้าเราก็คงไม่ประทับใจกับเว็บนั้นๆ ซึ่งค่า FID ที่ google กำหนดไว้ก็คือ ควรน้อยกว่า 100 มิลลิวินาที

Cumulative Layout Shift (CLS) คือ

ในข้อนี้หมายถึง ความเสถียรของหน้าเว็บไซต์และเพจต่างๆ ซึ่งหมายถึง หน้าเว็บไม่กระตุก ภาพต่างๆไม่เลื่อนไปมา Layout ควร fix พอดีกับแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งก็จะสอดคล้องกับทุกข้อ ถ้าเเว็บไซต์โหลดช้า รูปมาไม่ครบ ปุ่มมาไม่ครบในเวลาเดียวกัน ก็จะเป็นประสบการณ์ที่ไม่ดี ซึ่งค่า CLS ที่ google กำหนดไว้ว่าดีคือ ควรน้อยกว่า 0.1

วิธีเช็คคะแนน Core Web Vital

เราสามารถเช็คว่าเว็บไซต์ของเราได้คะแนนเท่าไหร่ สามารถคลิ๊กที่ลิงค์นี้ได้เลย https://developers.google.com/speed/pagespeed/insights/ วิธีการก็ง่ายมาก แค่กรอก url ของคุณลงไปแล้วรอดูผล

 

page speed insight

ในหน้านี้ google จะมีข้อแนะนำด้านล่างว่าเว็บไซต์ของเราควรจะต้องปรับปรุงเรื่องไหนบ้าง เพื่อให้เว็บไซต์ของเรามีคะแนนที่ดีขึ้น ซึ่งการปรับแต่งต่างๆจะขึ้นอยู่กับ CMS ที่ใช้ของเว็บนั้นๆ ยกตัวอย่างถ้าใช้ wordpress plugin ที่ช่วยได้ก็เช่น wp rocket สามารถช่วยได้ หรืออาจจะต้องให้โปรแกรมเมอร์หรือ web developer ช่วยดูด้วยในการปรับแต่ง


5. E-A-T ปัจจัยที่ google ให้ความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

Google-E-A-T-Image-1
E-A-T คืออะไร

E-A-T หรือ Expertise, Authoritativeness และ Trustworthiness ก็คือปัจจัยที่ google ให้ความสำคัญในเรื่องของการทำบทความ นั่นก็คือ ความเชี่ยวชาญ ความมีอิทธิพล และมีความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นปัจจัยที่กำหนดทิศทางการทำบทความและตัวเว็บไซต์

แนวทางการทำ Content ให้ถูกหลัก E-A-T

Expertise หรือ ความเชี่ยวชาญ 

การทำบทความในเชิงเจาะลึกในเรื่องที่เกี่ยวกับเว็บไซต์นั้นๆ จะแสดงให้เห็นว่าเรามีความเชี่ยวชาญใน Product หรือเว็บไซต์ของเรา แต่ตัวคอนเทนต์นั้น ต้องมีประโยชน์และเป็นข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณภาพจริงๆ และควรทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะในข้อนี้เราต้องใช้เวลาพิสูจน์กับ google ว่าเรามีความเชี่ยวชาญจริงๆ

Authoritativeness หรือ ความมีอิทธิพล

ความมีอิทธิพล ในข้อนี้ถ้าพูดง่ายๆก็คือการทำให้เว็บไซต์ของเราเป็นที่รู้จักและทำให้เว็บไซต์อื่นๆ กล่าวถึงเว็บเราเยอะๆ นั่นก็คือ การทำ Backlink นั่นเอง แต่ Backlink ก็ต้องเป็น Backlink ธรรมชาติที่มีคุณภาพด้วย ถึงจะทรงความมีอิทธิพลนั่นเอง

Trustworthiness หรือ ความน่าเชื่อถือ

ความน่าเชื่อถือเป็นข้อต่อเนื่องจากความมีอิทธิพล Google จะดูว่า เว็บไซต์มีเป็น Backlink กลับมานั้นมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน เช่น เว็บไซต์องค์กร เว็บไซต์รัฐบาล พวก .edu , .ac.th , .gov เหล่านี้ เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้เว็บของเรา นอกจาก backlink แล้วการใส่ข้อมูลจริงก็เป็นสิ่งสำคัญและช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือเพราะว่ามีตัวตน ติดต่อได้ ได้อีกด้วย


6. Featured Snippets คืออะไร

เว็บไซต์หรือข้อมูลที่อยู่ในเว็บไซต์นั้นๆที่ Google มองว่ามีประโยชน์และตอบโจทย์ให้กับ keyword นั้นๆ หรือที่เราเรียกว่า rank zero นั่นเอง ซึ่งบางครั้งหลายๆคีย์เวิร์ดมีอัตราการทำโฆษณา (Google Adwords) ค่อยข้างเยอะ ต่อให้เราทำอันดับที่ 1 ได้ก็ยังแพ้เหล่าผู้เสียเงินให้ Google อยู่ดี ดังนั้นการทำ Featured Snippet จึงเป็นอีกทางหนึ่งให้การที่จะหา Traffic นั้นเอง

featured snippet
featured snippet

ตัว Featured Snippets มีหลายประเภท ทั้งตัวหนังสือยาวๆ แบบพารากราฟ, คอนเทนต์แบบหัวข้อ เป็นลิสๆ, ตาราง, หรือกระทั่งวิดีโอ และตัวที่ติดอันดับศูนย์เยอะที่สุด ก็คือแบบตัวหนังสือปกติ (Paragraph) ค่ะ คิดเป็น 70% เลยทีเดียว และโดยเฉลี่ยแล้วคำตอบในกล่องคำตอบนี้ยาวแค่ 45 คำ และยาวที่สุด 97 คำเท่านั้น แต่ก็มีเนื้อหามากพอให้คนที่ค้นหาอ่านแล้วกดเข้าไปอ่านต่อที่เว็บไซต์ได้


7.Video Content ก็ใช้ทำ SEO ได้

เพราะกำลังเป็นที่นิยมและมาแรงอีกรูปแบบหนึ่งของการทำคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็น Facebook Stories, Instagram Stories, Youtube Stories และ Tiktok เนื่องจากการดูคลิปเป็นสิ่งที่ง่ายกว่าการอ่านเยอะมาก และสามารถทำตามโดยเห็นภาพไปด้วยได้ จึงเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ มีคำค้นไม่น้อยที่ค้นหาใน Google แล้วมักจะเจอการแนะนำคอนเทนต์ประเภทวิดีโอเป็นหนึ่งในตัวเลือกนอกจากเว็บไซต์ต่างๆ

video content

บทสรุป

7 เทคนิคนี้ ความจริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรมาก แต่ที่เพิ่มเติมคือจำเป็นจะต้องทำให้เจาะลึกมากกว่าเดิม เว็บไซต์ต้องปรับปรุงคุณภาพมากกว่าเดิม ทุกอย่างที่ต้องทำก็คือเพื่อ support user experience ให้มากกว่าเดิม นอกจาก 7เทคนิคด้านบนนี้ยังมีเรื่องอื่นที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นการทำ voice search และ image content แต่หลักๆคือ 7 ข้อต้นที่ทุกเว็บจำเป็นต้องพัฒนา หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์